Wednesday, May 6, 2015

How to let the profit run ? กรณีศึกษาการลงทุนใน SET daily ด้วยระบบ WTBMS

นักลงทุนสามารถประเมินแรงซื้อแรงขายของหุ้น หรือดัชนีต่าง ๆ โดยติดตามสกัดข้อมูลจากกราฟราคาหุ้น หรือรับข้อมูลจากระบบติดตามแรงซื้อแรงขายหุ้น WTBMS (When To Buy My Stock) demand-supply monitoring system ซึ่งจะผลิตข้อมูลแรงซื้อแรงขายเมื่อตลาดปิดลงในแต่ละรอบเวลาการประเมินเช่น รายวัน เป็นต้น เมื่อมีแรงซื้อเข้ามา ระบบจะขึ้นสัญญาณ demand = D ในวันแรก ตามด้วยตัวเลข 2, 3, 4... ในวันต่อ ๆ ไป จนกว่าแรงซื้อจะหมดลง ทำนองตรงกันข้าม เมื่อมีแรงขายเข้ามา ระบบจะขึ้นสัญญาณ supply = S ในวันแรก ตามด้วยตัวเลข 2, 3, 4... ในวันต่อ ๆ ไป จนกว่าแรงขายจะหมดลง การเข้าลงทุนตามสัญญาณแรงซื้อแรงขาย แบ่งออกเป็นสองฝั่งคือ

  • ขาขึ้น หรือ long โดยการ ซื้อหุ้นที่ราคาต่ำ (buy long) แล้วขายที่ราคาสูง (sell long)
  • ขาลง หรือ short โดยการยืมหุ้นมาขายที่ราคาสูง (sell short) แล้วซื้อหุ้นไปคืนที่ราคาต่ำ (cover short)

หุ้น กองทุนหุ้น หรืออนุพันธ์ ต่าง ๆ ก็เหมือนสินค้าทั่วไป ตรงที่ เมื่อมีแรงซื้อเข้ามา สินค้าเป็นที่ต้องการของตลาด ราคาย่อมเพิ่มขึ้น ดังนั้นเมื่อมีแรงซื้อเข้ามาจึงเป็นโอกาสเข้าลงทุนแบบ long เมื่อแรงซื้อหมดลงก็เป็นโอกาสขายทำกำไร  ทำนองตรงข้าม เมื่อมีแรงขายเข้ามา ตลาดมีความต้องการสินค้าน้อย ราคาย่อมลดลง เป็นโอกาสยืมหุ้นมาขายที่ราคาสูง แล้วรอซื้อหุ้นมาคืนที่ราคาต่ำ ทำกำไรส่วนต่างราคาขาลง

ข้อมูลแรงซื้อแรงขายที่สกัดได้จากกราฟราคาหุ้น เป็นเครื่องมือชี้วัดความต้องการซื้อขายสินค้าในตลาดซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางครั้งแรงซื้อแรงขายคงอยู่เพียงวันเดียวแล้วหมดไป บางครั้งแรงซื้อแรงขายอาจหนุนเนื่องเข้ามาติดต่อกันเป็นเดือน ดังนั้นการเข้าลงทุนเมื่อเริ่มมีแรงซื้อหรือแรงขายเข้ามาจึงไม่อาจรับประกันได้ว่าแรงซื้อขายนั้น จะคงอยู่ยาวนานพอที่จะทำให้เกิดส่วนต่างราคามากพอที่จะทำให้เกิดกำไรได้ ไม่ว่าจะเป็นด้าน long หรือ ด้าน short ในบางครั้งการหมดลงของแรงซื้อแรงขาย หรือการเกิดแรงซื้อขายด้านตรงกันข้ามสวนทางเข้ามา ก็เป็นเพียงการพักตัวสั้น ๆ ก่อนที่ราคาจะเคลื่อนตัวไปตามแนวโน้มเดิมต่อไปอีก ในกรณีเช่นนี้ การขายทำกำไรทันทีที่แรงซื้อขายหมดลง หรือทันทีที่เกิดแรงซื้อขายด้านตรงข้ามสวนทางเข้ามา ก็เป็นการขายทำกำไรเร็วเกินไป จนกำไรไม่สามารถวิ่งไปได้อย่างเต็มศักยภาพ เพราะถูกตัดโอกาสเสียแต่ต้นทาง ระบบการทำกำไรที่ยืดหยุ่นและให้โอกาสราคาหุ้นได้พักตัวบ้าง จึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการขายทำกำไรจากการลงทุนที่ "มาถูกทางแล้ว" ระบบติดตามแรงซื้อแรงขายหุ้น WTBMS มีเครื่องมือติดตามการล็อคกำไรที่การลงทุนไม่ให้ลดลงมากเกินไป ในขณะที่ให้โอกาสราคาหุ้นพักตัวบ้าง วิธีการคือการบันทึกจุดต่ำสุดของราคาที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับการลงทุนแบบ long หากราคาหุ้นพักตัวลงมาจากจุดต่ำสุดของราคาที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ดังกล่าวมากเกินขอบเขตหนึ่ง ระบบจะถือว่า ได้ให้โอกาสราคาหุ้นพักตัวจากแรงซื้อมากเกินพอแล้ว จำเป็นต้องตัดทำกำไรเพียงเท่านี้ ในทางตรงกันข้าม สำหรับการลงทุนแบบ short ระบบจะบันทึกจุดสูงสุดของราคาที่ต่ำลงเรื่อย ๆ หากราคาหุ้นพักตัวจากแรงขายขึ้นไปเหนือจุดสูงสุดที่ต่ำลงเรื่อย ๆ ดังกล่าวมากเกินขอบเขตหนึ่ง ระบบจะถือว่า ได้ให้โอกาสราคาหุ้นพักตัวจากแรงขายมากเกินพอแล้ว จำเป็นต้องตัดทำกำไรเพียงเท่านี้

ปัญหาคือ หุ้นแต่ละตัว ในแต่ละช่วงเวลา จะมีขอบเขตความอดทนต่อการพักตัวของราคา (correction tolerance) แตกต่างกัน ขอบเขตความยืดหยุ่นสำหรับการลงทุนแบบ long และแบบ short ก็ไม่เหมือนกัน จะเรียกว่า "นิสัย" ของหุ้น หรือทัศนคติของนักลงทุนที่มีต่อหุ้นนั้น ๆ มีความแตกต่างกัน เข้าทำนอง "ลางเนื้อชอบลางยา" ดังนั้นการหยั่งนิสัยหุ้น เพื่อกำหนดขอบเขตความอดทนต่อการพักตัวของราคาจึงเป็นการปรับระบบการลงทุนให้เหมาะกับหุ้นแต่ละตัว ลดความเสี่ยง เพิ่มโอการทำกำไรให้มากขึ้น

ในโพสต์นี้ ผมขอยกตัวอย่างการใช้ระบบ WTBMS ลงทุนใน SET (รวมทั้งกองทุนอ้างอิง SET ทั้งหลาย) ด้วยระบบติดตามแรงซื้อขายรายวัน บวกกับการล็อคกำไรตามนิสัยของ SET ตามสมมุติฐานการลงทุนดังนี้

  • เมื่อเกิดแรงซื้อ demand = D ขึ้น ให้ซื้อลงทุนแบบ long ที่ราคาเปิดของวันถัดไป จากนั้นบันทึกราคาต่ำสุดของวันซึ่งสูงขึ้นกว่าราคาต่ำสุดวันก่อน ๆ หากวันใด ราคาหุ้นปิดลงต่ำกว่า สถิติราคาต่ำสุดที่มากที่สุดเกิน T% ให้ขายทำกำไรที่ราคาเปิดของวันถัดไป
       
  • เมื่อเกิดแรงขาย supply = S ขึ้น ให้ยืมหุ้นมาขายแบบ short ที่ราคาเปิดของวันถัดไป จากนั้นบันทึกราคาสูงสุดของวันซึ่งต่ำลงกว่าราคาสูงสุดวันก่อน ๆ หากวันใด ราคาหุ้นปิดขึ้นสูงกว่า สถิติราคาสูงสุดที่น้อยที่สุดเกิน T% ให้ซื้อหุ้นมาคืนทำกำไรส่วนต่างที่ราคาเปิดของวันถัดไป
      
  • ขนาดขอบเขตความอดทนต่อการพักตัวของราคา T% (correction tolerance) ที่เหมาะสำหรับนิสัยของหุ้นแต่ละตัวหาได้จากการทดลองกับข้อมูลจริงของหุ้นให้อดีตที่ผ่านมา

ผมหาค่า T% ที่เหมาะสมกับนิสัยของ SET รายวัน โดยใช้ข้อมูลระหว่างวันที่ 2 มกราคม 2014 ถึงวันที่ 30 เม.ย. 2015 โดยทดลองแปรค่าจาก T=0% ถึง T=5% แยกเป็นสำหรับการลงทุนแบบ long และแบบ short ได้ผลออกมาดังกราฟและตารางข้างล่าง ได้ข้อสรุปดังนี้

  • ตามนิสัยของ SET ในระยะเวลาประมาณ 1 ปี 4 เดือนที่ผ่านมา การทำกำไรจากการลงทุนแบบ long ควรอนุญาตให้ราคาหุ้นปิดต่ำกว่าสถิติราคาต่ำสุดที่ยกตัวสูงขึ้นไม่เกิน 2% ซึ่งด้วยเงื่อนไขนี้อัตราการเข้าลงทุนแล้วมีกำไรอยู่ที่ 75%
      
  • ตามนิสัยของ SET ในระยะเวลาประมาณ 1 ปี 4 เดือนที่ผ่านมา การทำกำไรจากการลงทุนแบบ short ควรอนุญาตให้ราคาหุ้นปิดสูงกว่าสถิติราคาสูงสุดที่ลดต่ำลงไม่เกิน 1.5% ซึ่งด้วยเงื่อนไขนี้อัตราการเข้าลงทุนแล้วมีกำไรอยู่ที่ 35.29%
      
  • การลงทุนใน SET รายวัน แบบ long มีโอกาสได้กำไรมากกว่า แบบ short



 

คราวนี้ลองมาดูต่อว่า ถ้าย้อนหลังไปให้ข้อมูลครอบคลุมระยะเวลานานขึ้นอีก เป็นระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2013 ถึงวันที่ 8 พ.ย. 2015 นิสัยของ SET จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ผลออกมาว่า เวลาที่ SET กำลังวิ่งทำกำไรขึ้นไป ในกรอบเวลานี้ ควรอนุญาตให้ราคาลดลงจากสถิติจุดต่ำสุดที่ยกตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ 1% ซึ่งจะทำให้การเข้าลงทุนตามสัญญาณแรงซื้อที่เกิดขึ้นมีโอกาสกำไร 72.22% (กำไร 13 ครั้ง ขาดทุน 5 ครั้ง) ดังกราฟและตารางข้างล่างครับ



Short URL =  http://bit.ly/1ERxaGc

เข้าออกหุ้นตามแรงซื้อแรงขาย ระบบ WTBMS ช่วยตัดสินใจ ไม่ใช้อารมณ์ ! ]
==============================

ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา รักษาต้นทุน เพิ่มพูนกระแสเงินสด

มูลค่ากิจการ = ส่วนของเจ้าของ + มูลค่าปัจจุบันของ [ส่วนของเจ้าของที่เพิ่มขึ้นและเงินปันผลที่ได้รับระหว่างเป็นเจ้าของกิจการ 10 ปี]

ค้นหาในเฟซบุ๊ค "thstockinvest"

ค้นหาในกูเกิล "ลงทุนหุ้นไทย thstockinvest"